 |
ค่ายลูกเสือเมืองกำแพงแสน
|
| |
วันที่ ๒๗ - ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
และแล้วก็ถึงวันเข้าค่าย ลูกเสือ- เนตรนารี ของเด็ก ป.๕ - ป.๖ ปีนี้ทางทีมครูลูกเสือ นำโดยครูวัฒนา ครูแมน ผู้สอนวิชาลูกเสือให้กับเด็กทั้งสองห้อง ได้ประชุมร่วมกับทีมคุณครูที่สอนลูกเสือทั้งหมด ได้ตกลงและร่วมประชุมกับทีมครูประจำชั้น ป.๕ - ป.๖ ไปเข้าค่ายที่ จ.นครปฐม ที่ค่ายลูกเสือเมืองกำแพงแสน มีเด็กๆ รวมทั้งหมด ๔๐ ชีวิต และทีมคุณครูอีก ๑๔ ชีวิต ไปร่วมชะตากรรมในค่ายนี้ |
|
ต้องบอกว่าการเข้าค่ายลูกเสือของโรงเรียนทอสีนั้น เน้นให้เด็กๆ เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เน้นการทำงานเป็นทีม รู้จักกล้าแสดงออกให้ถูกกาลเทศะ มีระเบียบวินัย ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ กิจกรรมแรกที่ลงจากรถของชาวพุทธบริษัท คือการไหว้พระ เจ้าที่เจ้าทาง ที่เห็นเด็กๆ เอาแป้งทาหน้าตนเองไม่ใช่การพรางตัว แต่เพื่อเป็นการลดอัตตาตัวตน ก่อนการเดินทางไกลเพื่อรายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา
กิจกรรมในแต่ละฐานที่ไปรายงานตัวแตกต่างออกไปแล้วแต่ผู้กำกับแต่ละท่าน เด็กๆ ได้บำเพ็ญประโยชน์โดยการร้องเพลงอนุบาลให้น้องๆ ที่มีโรงเรียนอยู่ใกล้ๆ ค่ายลูกเสือฟัง น้องๆ มาดูด้วยความแปลกใจว่าพี่ทำไมถึงได้กล้าทำกันขนาดนี้ ปีนี้มีคุณครูแหม่ม(แม่เสือ)เป็นประธานกล่าวเปิด และให้โอวาทการเข้าค่ายลูกเสือ- เนตรนารี จากนั้นก็ได้เวลาอาหารกลางวันมื้อแรก อร่อยมากเด็กๆ ตักแล้วตักอีก แม่ครัวก็ใจดีสุดๆ เสร็จสิ้นการรับประทานอาหาร ถึงเวลาเข้าฐานทดสอบสมรรถภาพ ๒๐ ฐาน ผู้กำกับสุดหล่อที่สุดในค่ายให้เวลาแค่ ๑ ชั่วโมง ต้องทำให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเด็กๆ ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว การจัดสรรเวลาของตัวเอง และความเร็วในการวิ่งหาผู้กำกับที่ยืนหลบอยู่ตามจุดต่างๆ
จากนั้นเด็กๆ ได้ไปเรียนรู้การเตรียมตัวที่จะใช้ชีวิตในค่ายโดยมีผู้กำกับคอยยืนรออยู่อีกแล้วตามจุดต่างๆ ก่อนที่จะไปลงมือปฏิบัติหน้าที่ในหมู่ของตนเอง เช่น กางเต๊นท์ ทำอาหาร จัดการกับขยะทั้งเปียกและแห้ง อาบน้ำ ซ้อมละครรอบกองไฟ ปีนี้ได้รับเกียรติจากประธานแคมป์ไฟกิตติมศักดิ์บินตรงมาจากเปรู มากล่าวเปิดพิธีรอบกองไฟ เด็กๆ แต่ละหมู่มาแสดงความสามารถในการแสดงละครอิงธรรมะให้ได้ชมกันก่อนที่จะเข้านอน ได้ให้เด็กๆ สวดมนต์และนั่งสมาธิแผ่ส่วนกุศลก่อนที่จะไปเข้านอน ผู้กำกับคิดไว้แล้วว่าจะต้องไม่นอนกัน ปรากฎว่าพอเข้าเต๊นท์ไม่ถึง ๑๐ นาที เสียงที่ดังเป็นระยะเหมือนแมลงกลางคืนคุยกันก็เงียบลง แล้วทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบ
จนถึงเวลา ๐๕.๓๐ น. ทุกชีวิตก็ตื่นพร้อมเสียงนกหวีด ทำภารกิจ แล้วก็ตั้งขบวนไปสวดมนต์ และเดินไปออกกำลังกายยามเช้าอันแจ่มใส ทานข้าวเช้าเสร็จก็เริ่มเข้าฐานผจญภัยที่ต้องใช้ไหวพริบ ความสามัคคีช่วยกันผ่านอุปสรรคต่างๆ ในแต่ละฐานครบแล้วจึงแยกย้ายไปเก็บสัมภาระและทำความสะอาดบริเวณรอบๆ ค่ายให้เหมือนกับเราไม่ได้มาใช้เลย ซึ่งเด็กๆ ทำได้เรียบร้อยสะอาดตาดีมาก แล้วจึงไปทานข้าวกลางวัน ขอบคุณแม่ครัวที่ทำอาหารอร่อยให้ทานทั้ง ๔ มื้อ แล้วเหล่าลูกเสือ- เนตรนารีก็ได้เดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยสวัสดิภาพถ้วนทั่วกัน
|
|
|
|
|
 |
อาจาริยบูชา ระลึกถึงหลวงปู่ชา
|
| |
วันที่ ๑๔ - ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
“ยอดของบุญคือความสงบ” ข้อความที่ติดอยู่บนต้นไม้ในวัดหนองป่าพงและวัดป่านานาชาติ เป็นข้อธรรมสั้นๆ จากหลวงปู่ชาที่แฝงความหมายลึกซึ้ง เหมือนงานอาจริยบูชาหลวงปู่ชาที่จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก และอุบาสิกา พร้อมใจกันมาร่วมบุญที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี พวกเราชาวทอสีได้ไปร่วมงานบุญใหญ่ครั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๔-๑๗ มกราคม ๒๕๕๔ พร้อมทั้งเก็บภาพประทับใจและความทรงจำที่มีคุณค่ากลับมาเพื่อแบ่งปันและเป็น กำลังใจให้กับสมาชิกทอสีทุกคน |
|
งานบุญครั้งนี้มียอดเงินบริจาคที่ได้รับจากคณะครู ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนทอสีรวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘๕,๗๔๕ บาท บริจาคที่วัดหนองป่าพง ๓๗,๐๐๐ บาท บริจาคที่วัดป่านานาชาติ ๓๗,๐๐๐ บาท และบริจาคโรงทานวัดหนองป่าพง ๑๑,๗๔๕ บาท ขออนุโมทนาบุญทุกท่านมา ณ ที่นี้ ... สาธุ สาธุ
|
|
|
|
|
 |
บรรยากาศงานพุทธธรรมาภิวัฒน์ อาจาริยบูชา ๗๒ ปี พระพรหมคุณาภรณ์
|
| |
วันที่ ๑๒ - ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
ขอเชิญดาวน์โหลดเสียงการอภิปรายและเสียงบรรยายธรรมได้ที่นี่ค่ะ (สำหรับคลิปวีดีโอการแสดงจะนำมาเพิ่มเติมเร็วๆ นี้) |
|
“พระเดชพระคุณ.พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นผู้ที่ได้อุทิศชีวิตเพื่อความดีงามและความเจริญทั้งของตนเองและผู้อื่น ท่านเป็นกัลยาณมิตรของชาวพุทธทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศโดยแท้ ผู้ที่มีโอกาสเข้าใกล้ท่านเจ้าคุณ หรือแม้จะเพียงแค่ได้อ่านหนังสือหรือฟังซีดีของท่านเท่านั้น ก็มักจะได้รับประโยชน์เกินคาด บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยเข้าใจ ก็ได้เข้าใจ บางสิ่งบางอย่างที่เข้าใจบ้างแล้วแต่ไม่ชัดเจน ก็ได้ความแจ่มแจ้ง บางสิ่งบางอย่างที่เคยเข้าใจผิดก็ได้สำนึกและปล่อยวาง เหมือนได้หงายของควำ ทำให้เกิดกำลังใจที่จะพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญาของตน ท่านเจ้าคุณทำให้ชาวพุทธเราได้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘นักปราชญ์’ ได้ดียิ่งขึ้น”
ข้อความข้างต้นนี้ เป็นคำนำที่พระอาจารย์ชยสาโร ได้เขียนถึงท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณของท่าน ทำให้ความเข้าใจของเรายิ่งแจ่มชัดขึ้นว่า เหตุใดท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนา”
งาน “พุทธธรรมาภิวัฒน์ อาจาริยบูชา ๗๒ ปี พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)” เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านในวาระที่ท่านมีอายุครบรอบ ๗๒ ปี เมื่อวันที่ ๑๒ - ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นงานอภิปราย บรรยายธรรม และเสวนาแนวคิดทางพระพุทธศาสนาของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตในปัจจุบัน ประเด็นครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์แนวพุทธ นิติศาสตร์แนวพุทธ สังคมศาสตร์แนวพุทธ วิทยาศาสตร์แนวพุทธ ศึกษาศาสตร์แนวพุทธ และ รัฐศาสตร์แนวพุทธ
ในงานครั้งนี้คณะนักเรียนทอสีได้มีโอกาสร่วมแสดงกตเวทิตาคุณโดยได้จัดเตรียมการแสดง “พระพุทธเจ้าชนะมาร” ไปแสดงเพื่อน้อมใจระลึกคุณของท่าน บรรยากาศภายในงานที่จัดในหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์เป็นไปอย่างเรียบง่าย ท่านวิทยากรได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนวิธีคิดแนวพุทธในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งได้มีพิธีประกาศร่างปฏิญญาว่าด้วยพุทธธรรมนำสันติธรรมตามเจตนารมณ์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ในช่วงก่อนปิดงานด้วย
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเสียงการอภิปรายและบรรยายธรรม :
http://www.thawsischool.com/download/540112-13_72yrs_prayudh_payutto.zip
|
|
|
|
|
 |
ป.๖ โรงเรียนทอสีถวายพระพรด้วยบทเพลง "ต้นไม้ของพ่อ"
|
| |
วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิดแผ่นดินมิใช่หน้าที่ ทว่าเป็นความภูมิใจที่ได้กระทำ การแสดงความรักมีหลายรูปแบบ บ้างเลือกที่จะแสดงออกด้วยการกระทำ บ้างแสดงออกด้วยคำพูด บ้างแสดงออกเพียงในความนึกคิด |
|
นักเรียนชั้น ป.๖ ของโรงเรียนทอสี เลือกถวายความจงรักด้วยเสียงเพลง เด็กๆ ลงความเห็นว่าเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” เป็นเพลงที่มีความหมายและเหมาะกับการร้องในวัยของตน จึงตกลงทำการซักซ้อมและใช้นำถวายต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงที่โรงพยาบาลศิริราช
ชมคลิปเสียงร้องคลอเสียงไวโอลินและกีต้าร์ได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=NgRq6CpLAoI
|
|
|
|
|
 |
เสียงเสวนา "พุทธปัญญานำสมัย ก้าวที่สามของปัญญาประทีป"
|
| |
วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
การเสวนาในหัวข้อ “สังคมหลงทิศ กับบัณฑิตปลากระป๋อง” ที่จัดขึ้นได้มอบความรู้ ความเข้าใจ และเปิดโอกาสให้ทัศนะในแง่มุมที่เกี่ยวพันกับการศึกษาไทยเปิดกว้างขึ้น เหล่าวิทยากร อันได้แก่ ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ, รศ.ดร. โสรีช์ โพธิแก้ว, ดร. บุญเกียรติ โชควัฒนา และ คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ได้เมตตาถ่ายทอดและแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ฟังได้ขบคิดพิจารณา เหล่าเด็กๆ จากปัญญาประทีปรับหน้าที่เป็นพิธีกร คอยต้อนรับ และตอบคำถามต่างๆ |
|
|
|
|
 |
กิจกรรมวันเด็กที่วัดญาณเวศกวัน
|
| |
วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา ทีมพลศึกษาได้ไปจัดกิจกรรมที่วัดญาณเวศกวัน คุณครูได้ตระเตรียมของขวัญและกิจกรรมสนุกๆ ไปมอบให้กับเด็กๆ ที่มาร่วมงาน อาทิ เกมโยนห่วง เกมปาลูกดอก เกมกระโดดเชือกคู่ เกมจับคู่รับบอล โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถยังความสนุกสนานคบคู่กับการ เรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้ |
|
ทั้งนี้ เหล่าคุณครูทีมพละมีจุดมุ่งหมายให้เด็กๆ ที่มาร่วมเล่นเกมได้เกิดพัฒนาการทั้งด้านกาย จิตใจ สมาธิ ศีล และปัญญา ได้รับทั้งความสนุกสนาน ความท้าทาย ตื่นเต้น ได้ฝึกปฏิสัมพันธ์ของมือ กาย กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้รู้จักกฎ กติกา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ออกกำลังกาย มีความกัลยาณมิตรต่อกัน เอื้อเฟื้อ ได้เพื่อนใหม่ รู้จักแบ่งปัน รวมถึงได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
|
|
|
|
|
 |
ศรัทธาสตรีท
|
| |
วันที่ ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔
|
|
| |
"วันเด็กไปเที่ยวที่ไหนคะ" "วันเด็กอยากได้อะไรครับ" คำถามยอดนิยมที่เรามักถามเด็กๆ แต่ที่โรงเรียนทอสีเราอยากถามเด็กๆ ว่า วันเด็กหนูอยากทำอะไร นี่จึงเป็นที่มาของกิจกรรม “ถนนสายศรัทธา” หรือ “ศรัทธาสตรีท” ของโรงเรียนทอสี ที่มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีเวทีในการเปิดศักยภาพของตนเอง ได้นึกถึงว่าตนเองมีความสามารถอะไรบ้างที่อยากนำมาแสดงให้คนอื่นได้ชมกัน เพื่อสร้างศรัทธาในตนเอง ได้เชื่อว่าตนเองมีความสามารถ เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถเป็นที่พึ่งให้ตนเองและผู้อื่นได้ |
|
ในปีนี้ทางคุณครูจึงให้เด็กไปคิดเป็นการบ้านในช่วงปิดปีใหม่ว่า ตัวเองมีความสนใจ ความถนัดในด้านใดบ้างที่สามารถนำเสนอให้คนอื่นดูได้ หลังจากเปิดช่วงปีใหม่มานี้ คุณครูจึงเริ่มพูดคุยกับเด็กๆ ถามความสมัครใจในการแสดงโดยเริ่มจากในห้องเรียนของตนเองก่อน เด็กๆ ที่สนใจอยากแสดงทั้งกลุ่มและเดี่ยวจึงเริ่มเปิดเวทีในห้องของตนเอง จากนั้นจึงมีการคัดเลือกเพื่อนำมาแสดงโชว์ที่เวทีกลางเพื่อให้พี่ๆ น้องๆ ได้ชมด้วย โดยจะมีเกณฑ์ที่ใช้ในการลงคะแนนทั้งจากตนเองและเพื่อนๆ คือ
๑. สมัครใจอยากแสดง
๒. การแสดงไม่มีเนื้อหาเชิงส่อเสียด ประชดประชัน กระทบกระเทียบ เบียดบียน ผู้อื่น
๓. การใช้ภาษาในการแสดงมีความสุภาพ เหมาะสม
๔. เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้
เมื่อเวลามาถึง คุณครูจึงเริ่มเปิดเวทีให้เด็กๆ ได้แสดงศักยภาพของตนเองตั้งแต่ระดับชั้นประถม ๑- ๖ ที่มีความหลากหลายมาก ทั้งการเต้นประกอบเพลงทั้งไทยและเทศ การแสดงฮูลาฮูปลีลาประกอบเพลง การเล่นมายากล การแสดงตลก การแสดงเดี่ยวไมโครโฟน การเต้นแบบบอยแบนด์ ฯลฯ อีกมากมาย
การจัดการแสดง “ศรัทธาสตรีท” จึงเป็นเหมือนการจุดชนวน ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ เป็นกิจกรรมที่ครูร่วมกันทำขึ้นมาเพื่อบอกกับเด็กๆว่า “เราต้องรู้จักตัวเองและเราทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง”
|
|
|
|
|