บิดาของท่านชื่อ นายแดง
มารดาชื่อ นางเงิน นามสกุล "ดีมาก"
แต่เหตุที่ท่านนามสกุลว่า "เกษมสินธุ์"
นั้น ท่านเล่าว่า เมื่อท่านไปพำนัก
ประจำอยู่ที่วัดสุดทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลานาน
มีหลานชายคนหนึ่ง ซื่อพร้อม ไปอยู่ด้วย
ท่านจึงตั้งนามสกุลให้ว่า "เกษมสินธุ์"
ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เลยใช้นามสกุลว่า
"เกษมสินธุ์" ไปด้วย
ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คนด้วยกัน
คือ
คนแรก เป็นหญิง ชื่อ กลิ้ง
คนที่ 2 เป็นชาย ชื่อ ดุลย์ (คือ ตัวท่าน)
คนที่ 3 เป็นชาย ชื่อ แดน
คนที่ 4 เป็นหญิง ชื่อ รัตน์
คนที่ 5 เป็นหญิง ชื่อ ทอง
พี่น้องของท่านต่างพากันดำรงชีวิตไปตามอัตภาพตราบเท่าวัยชรา
และได้ถึงแก่กรรมไปก่อนที่จะมีอายุถึง
70 ปีทั้งหมด หลวงปู่ผู้เดียวที่ครองอัตภาพมาได้ยาวนานถึง
96 ปี
ชีวิตของหลวงปู่เมื่อแรกรุ่นเจริญวัยนั้น
ก็ถูกกำหนดให้อยู่ในกฏเกณฑ์ของสังคมสมัยนั้นแม้ท่านจะเป็นลูกคนที่สอง
แต่ก็เป็น บุตรชายคนโต ดังนั้นท่านจึงต้องมีภารกิจมากกว่าเป็นธรรมดา
โดยต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน งานในบ้าน
เช่น ตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร และเลี้ยงดูน้องๆ
ซึ่งมีหลายคน งานนอกบ้าน เช่น เช่วยแบ่งเบาภระของบิดา
ในการดูแลบำรุงเรือกสวนไร่นา แล้วเลี้ยงวัว
เลี้ยงควาย เป็นต้น
ชีวิตสมณะ
การแสวงหาธรรม และปฏิปทา
แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครๆ
ก็ต้องรู้สึกว่าน่าเพลิดเพลินและน่าลุ่มหลงอย่างยิ่ง
เพราะนอกจากจะอยู่ในวัยกำลังงามแล้ว
ยังเป็นนักแสดงที่มีผู้นิยมชมชอบมากอีกด้วย
ถึงกระนั้นหลวงปู่ก็มิได้หลงไหลในสิ่งเหล่านั้นเลย
ตรงกันข้าม ท่านกลับมีอุปนิสัยโน้มเอียง
ไปทางเนกขัมมะ คือ อยากออกบวชจึงพยายามขออนุญาตจากบิดามารดา
และท่านผู้มีพระคุณ ที่มีเมตตาชุบเลี้ยง
แต่ก็ถูกท่านเหล่านั้น คัดค้านเรื่อยมา
โดยเฉพาะฝ่ายบิดามารดาไม่อยากให้บวช
เนื่องจากขาดกำลังทางบ้าน ไม่มีใครช่วยเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว
ทั้งท่านก็เป็นบุตรชายคนโตด้วย
แต่ในที่สุด บิดามารดาก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจจริงของท่านได้
ต้องอนุญาตให้บวชได้ ตามความปรารถนา
ที่แน่วแน่ ไม่คลอนแคลนของท่าน พร้อมกับมีเสียงสำทับจากบิด
าว่าเมื่อบวชแล้วต้องไม่สึก หรืออยางน้อยต้องอยู่จนได้เป็นเจ้าอาวาส
ทั้งนี้ เนื่องจากปู่ของท่านเคยบวช
และได้เป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว และคงเป็นเพราะเหตุนี้ด้วยกระมัง
ท่านจึงมีอุปนิสัย รักบุญ เกรงกลัวบาป
มิได้เพลิดเพลินคึกคะนองไปในวัยหนุ่มเหมือนบุคคลอื่น
ครั้นเมื่อได้รับอนุญาตจากบิดามารดาเรียบร้อยแล้วอย่างนี้
ท่านจึงได้ละฆราวาสวิสัยอย่างเข้าสู่ความเป็นสมณะตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2452 เมื่อท่านมีอายุได้ 22 ปี
โดยมีพวกตระกูลเจ้าของเมือง ที่เคยชุบเลี้ยงท่าน
เป็นผู้จัดแจงในเรื่องการบวชให้ครบถ้วนทุกอย่าง
ท่านได้บรรพชา อุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดชุมพลสุทธาวาส
ในเมืองสุรินทร์ โดยมี พระครูวิมลสีลพรต
(ทอง) เป็น พระอุปัชฌาย์ พระครูบึก
เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระครูฤทธิ์
เป็น พระอนุสาวนาจารย์
เมื่อแรกบวช ก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่แอก
วัดคอโค ซึ่งอยู่ชานเมืองสุรินทร์ วิธีการเจริญกัมมัฏฐานในสมัยนั้น
ก็ไม่มีวิธีอะไร มากมายนัก วิชาที่หลวงปู่แอกสอนให้สมัยนั้น
คือ จุดเทียนขึ้นมา 5 เล่ม แล้วนั่งบริกรรมว่า
"ขออัญเชิญปีติทั้ง 5 จงมาหาเรา"
ดังนี้เท่านั้น แต่หลวงปู่ดุลย์ก็พากเพียรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า
พยายามบริกรรมเรื่อยมา จนครบไตรมาส
โดยไม่ลดละ แต่ก็ไม่ปรากฏเห็นผลอันใดแม้เล็กน้อย
นอกจากนี้ยังได้ฝึกฝนทรมานร่างกายเพื่อเผาผลาญกิเลส
ด้วยความเข้มงวดกวดขันการขบฉันอาหาร
วันก่อนเคยฉัน 7 คำ ก็ลดเหลือ 6 คำ
แล้วลดลงไปอีกตามลำดับ จนกระทั่งรางกายซูบผอมโซเซ
สู้ไม่ไหว จึงหันมาฉันอาหารตามเดิม
ระยะนั้นก็ไม่ปรากฏ เห็นผลอันใด แม้เล็กน้อย
นอกจากนี้ก็ใช้เวลาที่เหลือท่องบ่นเจ็ดตำนานบ้าง
สิบสองตำนานบ้าง แต่ไม่ได้ศึกษาพระวินัยเลย
เรื่องวินัยที่จะนำมาประพฤติ ปฏิบัติขัดเกลากาย
วาจา เพื่อเป็นรากฐานของสมาธิภาวนานั้น
ท่านไม่ทราบ มิหนำซ้ำ ระหว่างที่อยู่วัดดังกล่าว
พระในวัดนั้น ยังใช้ให้ท่าน สร้างเกวียนและเลี้ยงโคอีกด้วย
ท่านจึงเกิดความสลดสังเวช และเบื่อหน่ายเป็นกำลัง
แต่ก็อยู่มาจนกระทั่งได้ 6 พรรษา
เมื่อทราบข่าวว่า ที่จังหวัดอุบลราชธานีมีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม
ก็เกิดความยินดีล้นพ้น รีบเข้าไปขออนุญาต
ท่านพระครูวิมลศีลพรต ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์เพื่อไปศึกษา
แต่ก็ถูกคัดค้านกลับมา ท่านมิได้ลดละความพยายาม
ไปขออยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งพระอุปัชฌาย์เห็นว่าท่านมีความตั้งใจจริง
จึงอนุญาตให้ไปได้โดยมีครูและครูดิษฐ์ไปเป็นเพื่อน
เมื่อแรกไปถึงจังหวัดอุบลฯ นั้น เขาไม่อาจรับท่านให้พำนักอยู่ที่วัดธรรมยุตได้เพราะต่างนิกายกัน
แม้จะอนุมัติให้เข้าเรียนได้ก็ตาม ดังนั้น
ท่านจึงต้องไปอยู่วัดหลวงซึ่งการบิณฑบาตเป็นไปได้ยากเสียเหลือเกิน
พอดีหลวงพี่มนัส ซึ่งเดินทางไปเรียนก่อน
ได้แวะไปเยี่ยม ทราบความเข้า จึงพาท่านไปฝากอยู่อาศัยพร้อมทั้งศึกษาพระปริยัติธรรมไปด้วย
ที่วัดสุทัศนาราม แต่เนื่องจากวัดนี้
เป็นวัดฝ่ายสงฆ์ธรรมยุต จึงไม่อาจให้ท่านอยู่ที่วัดได้
ด้วยเหตุผลที่น่าฟังว่า มิได้รังเกียจ
แต่เกรงจะเกิดผลกระทบต่อความเข้าใจอันดี
ระหว่างผู้บริหารการคณะสงฆ์ของนิกายทั้งสอง
อย่างไรก็ดี ด้วยเมตตาธรรม ทางวัดสุทัศน์
ได้แสดงความเอื้อเฟื้อด้วยวิธีการอันแยบคาย
โดยรับให้ท่านพำนักอยู่ในฐานะ พระอาคันตุกะ
ผู้มาเยี่ยมเยือน แต่อยู่นานหน่อย ความเป็นอยู่ของท่านจึงค่อยกระเตื้องขึ้น
คือเป็นไปได้สะดวกบ้าง
ท่านพยายามมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม
อย่างเต็มสติกำลัง จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ
คือ สามารถสอบไล่ ได้ประกาศนียบัตรนักธรรมชั้นตรี
นวกภูมิ เป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี
และยังได้เรียนบาลีไวยกรณ์ (มูลกัจจายน์)
จนสามารถ แปลพระธรรมบทได้ นับว่าท่านได้บรรลุปณิธานที่ได้ตั้งไว้
ในการจากบ้านเกิดเมืองนอนไป ศึกษาต่อ
ณ ต่างแดนแล้ว ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะการคมนาคมระหว่าง
สุรินทร์-อุบลฯ ในสมัยนั้นเป็นไปโดยยากจนนับได้ว่าเป็นต่างแดนจริงๆ
ต่อมาท่านได้พยายามอย่างยิ่งที่จะญัตติจากนิกายเดิมมา
เป็นธรรมยุตติกนิกาย แต่ทางคณะสงฆ์ธรรมยุต
โดยเฉพาะ พระธรรมปาโมกข์ (ติสฺโส อ้วน)
เจ้าคณะมณฑลในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่
พระนักบริหารผู้มีสายตาไกล และจิตใจกว้างขวาง
ได้ให้ความเห็นว่า "อยากจะให้ท่านศึกษาเล่าเรียนไปก่อน
ไม่ต้องญัตติ เนื่องจากทางคณะสงฆ์ธรรมยุต
มีนโยบายจะให้ท่านกลับไปพัฒนา ศึกษาพระปริยัติธรรม
ที่จังหวัดสุรินทร์บ้านเกิดของท่าน
ให้เจริญรุ่งเรือง เพราะถ้าหากญัตติแล้ว
เมื่อท่านกลับไปสุรินทร์ ท่านจะต้องอยู่โดดเดี่ยว
เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีวัดฝ่ายธรรมยุตที่จังหวัดสุรินทร์เลย"

แต่ตามความตั้งใจของท่านเองนั้น มิได้มีความประสงค์จะกลับไปสอนพระปริยัติธรรมจึงได้พยายามขอญัตติต่อไปอีก
ในกาลต่อมา นับว่าเป็นโชคของท่านก็ว่าได้
ท่านมีโอกาสได้คุ้นเคยกับ ท่านอาจารย์สิงห์
ขนฺตยาคโม ท่านรับราชการครู ทั้งที่ยังเป็น
พระสงฆ์อยู่ในขณะนั้นที่วัดสุทัศน์
จังหวัดอุบลฯ ท่านอาจารย์สิงห์ได้ชอบอัธยาศัยไมตรีของหลวงปู่ดุลย์
และเห็นปฏิปทาในการศึกษา เล่าเรียน
พร้อมทั้งการประพฤติปฏิบัติกิจในพระศาสนาของท่าน
ว่าเป็นไปด้วยความตั้งใจจริง ท่านอาจารย์สิงห์จึงได้ช่วยเหลือท่าน
ในการขอญัตติ จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ
ดังนั้น ใน พ.ศ. 2461 ขณะเมื่ออายุ
31 ปี ท่านจึงได้ญัตติจากนิกายเดิมมาเป็นพระภิกษุในธรรมยุตติกนิกาย
ณ พัทธสีมาวัดสุทัศน์ฯ จังหวัดอุบลราชธานี
โดยมี พระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระศาสนดิลกเจ้าคณะมณฑลอุดร
เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ถ้าหากจะนับระยะเวลาที่ท่านไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ในฐานะพระอาคันตุกะ
จนกระทั่งได้รับเมตตาอนุญาตให้ได้ญัตติก็เป็นเวลานานถึง
4 ปี รวมเวลาที่ดำรงอยู่ในภาวะของนิกายเดิมก็เป็นเวลานานถึง
10 ปี
จากการที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและพิจารณาข้อธรรมะเหล่านั้นจนแตกฉานช่ำชองพอสมควรแล้ว
ก็เห็นว่า การเรียนปริยัติธรรมอย่างเดียวนั้น
เป็นแต่เพียงการจำหัวข้อธรรมะได้เท่านั้น
ส่วนการปฏิบัติให้ได้ผล และได้รู้รสพระธรรมอย่างซาบซึ้งนั้น
เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก จึงบังเกิดความเบื่อหน่าย
และท้อถอยในการเรียนพระปริยัติธรรม
และมีความสนใจโน้มเอียงไปในทางปฏิบัติธรรม
ทางธุดงค์กัมมัฏฐานอย่างแน่วแน่
นับว่าเป็นบุญลาภของหลวงปู่ดุลย์อย่างประเสริฐ
ที่ในพรรษานั้นเองท่านพระอาจารย์มั่น
ภูริทัตตเถระ พระปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
ฝ่ายอารัญญวาสี ได้เดินทางกลับจากธุดงค์กัมมัฏฐาน
มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี
ข่าวที่พระอาจารย์มั่น มาจำพรรษาที่วัดบูรพานั้น
เลื่องลือไปทุกทิศทาง ทำให้ภิกษุสามเณร
บรรดาศิษย์และประชาชน แตกตื่นฟื้นตัวพากันไปฟังพระธรรมเทศนา
ของพระอาจารย์มั่น
หลวงปู่ดุลย์กับอาจารย์สิงห์ 2 สหายก็ไม่เคยล้าหลังเพื่อในเรื่องเช่นนี้
พากันไปฟังธรรมเทศนา ของพระอาจารย์มั่น
กันเป็นประจำ ไม่ขาดแม้สักครั้งเดียว
นอกจากได้ฟังธรรมะแปลกๆ ที่สมบูรณ์ด้วยอรรถพยัญชนะ
มีความหมายลึกซึ้ง และรัดกุมกว้างขวาง
ยังได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น
ที่งดงามน่าเลื่อมใสทุกอิริยาบถอีกด้วย
ทำให้เกิดความซาบซึ้งถึงใจ คำพูดแต่ละคำ
มีวินัยแปลกดี ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
จึงเพิ่มความสนใจใคร่ประพฤติปฏิบัติทางธุดงค์กัมมัฏฐานมากยิ่งขึ้นทุกทีฯ
ครั้นออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์อีก
ภิกษุ 2 รูป คือ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโมกับหลวงปู่ดุลย์
จึงตัดสินใจ สละทิ้งการสอนการเรียน
ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นไปทุกแห่ง
จนตลอดฤดูกาลนอกพรรษานั้น
ตามธรรมเนียมธุดงค์กัมมัฏฐานของพระอาจารย์มั่นมีอยู่ว่า
เมื่อถึงกาลเข้าพรรษา ไม่ให้จำพรรษารวมกันมากเกินไป
ให้แยกกันไป จำพรรษาตามสถานที่อันวิเวก
ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นป่า เป็นถ้ำ เป็นเขา
โคนไม้ ป่าช้า ลอมฟาง เรือนว่าง หรืออะไร
ตามอัธยาศัย ของแต่ละบุคคล แต่ละคณะ
เมื่ออกพรรษาแล้ว หากทราบข่าวว่าพระอาจารย์มั่นอยู่
ณ ที่ใดพระสงฆ์ก็พากันไปจากทุกทิศทุกทางมุ่งไปยัง
ณ ที่นั้น เพื่อเรียนพระกัมมัฏฐาน และเล่าแจ้งถึงผลการประพฤติปฏิบัติที่ผ่านมา
เมื่อมีอันใดผิด พระอาจารย์จัดได้ช่วยแนะนำแก้ไข
อันใดถูกต้องดีแล้ว ท่านจักได้แนะนำข้อกัมมัฏฐานยิ่งๆ
ขึ้นไป
ดังนั้นเมื่อจวนจะถึงกาลเข้าปุริมพรรษา
คือพรรษาแรกแห่งการธุดงค์ของท่าน คณะหลวงปู่ดุลย์
จึงพากันแยก จากท่านพระอาจารย์มั่น
เดินธุดงค์ผ่านไปทางอำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์
ครั้นถึงป่าท่าคันโท ก็สมมติ ทำเป็นสำนักวัดป่า
เข้าพรรษา ด้วยกัน 5 รูป คือ
ท่านพระอาจารย์สิงห์
ท่านพระอาจารย์บุญ
ท่านพระอาจารย์สีทา
ท่านพระอาจารย์หนู
ท่านพระอาจารย์ดุลย์ อตุโล (คือ ตัวหลวงปู่เอง)
ทุกท่านปฏิบัติตามปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฎ์แรงกล้า
ปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของท่านปรมาจารย์อย่างสุดขีด
ครั้งนั้น บริเวณแห่งนั้นเป็นสถานที่ทุรกันดาร
เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ป่าที่ดุร้าย
ไข้ป่าก็ชุกชุมมาก ยากที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้
ดังนั้นยังไม่ทันถึงครึ่งพรรษาก็ปรากฏว่า
อาพาธเป็นไข้ป่ากันหมด ยกเว้นท่านอาจารย์หนูองค์เดียว
ต่างก็ได้ช่วยรับใช้พยาบาล กันตามมีตามเกิด
หยูกยาที่จะนำมาเยียวยารักษากันก็ไม่มี
ความป่วยไข้เล่าก็ไม่ยอมลดละ จนกระทั่งองค์หนึ่งถึงแก่มรณภาพลง
ในกลางพรรษานั้น ต่อหน้าต่อตาเพื่อนสหธรรมิกอย่างน่าเวทนา
สำหรับหลวงปู่ดุลย์ ครั้นได้สำเหนียกรู้ว่า
มฤตยูกำลังคุกคามอย่างแรงทั้งหยูกยาที่จะนำมารักษาพยาบาลก็ไม่มี
จึงตัดเตือนตนว่า "ถึงอย่างไร
ตัวเราจักไม่พ้นเงื้อมมือของความตายในพรรษานี้เป็นแน่แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้นเราจักตาย ก็จงตายในสมาธิภาวนาเถิด"
จึงปรารภความเพียรอย่างเอาเป็นเอาตาย
ตั้งสติให้สมบูรณ์ พยายามดำรงจิตให้อยู่ในสมาธิอย่างมั่นคงทุกอริยาบถ
พร้อมทั้งพิจารณา ความตาย คือ มีมรณัสสติกัมมัฏฐานเป็นอารมณ์ไปด้วย
โดยไม่ย่อท้อพรั่นพรึงต่อมรณภัยที่กำลังคุกคามจะมาถึงตัว
ในไม่ช้านี้เลย
ณ ป่าท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์นี้เอง
การปฏิบัติทางจิตที่หลวงปู่ดุลย์พากเพียรบำเพ็ญอยู่อย่างไม่ลดละ
ก็ได้บังเกิดผล อย่างเต็มภาคภูมิ กล่าวคือ
ขณะที่นั่งภาวนาอยู่ตั้งแต่หัวค่ำจนดึกมากนั้น
จิตก็ค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบและให้บังเกิดนิมิตขึ้นมา
คือ เป็นพระพุทธรูปปรากฏขึ้นที่ตัวของท่าน
ประหนึ่งว่าตัวของท่านเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
ท่านพยายามพิจารณารูปนิมิตต่อไปอีก
แม้ขณะที่ออกจากที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาแล้ว
และขณะออกเดินไปสู่ละแวกบ้านป่า เพื่อบิณฑบาต
ก็เป็นปรากฏอยู่เช่นนั้น
วันต่อมาอีกก่อนที่รูปนิมิตจะหายไป
ขณะที่เดินกลับจากบิณฑบาต ท่านได้พิจารณาดูตนเองก็ได้ปรากฏเห็นชัดว่า
เป็นโครงกระดูก ทุกส่วนสัด วันนั้นจึงเกิดความรู้สึกไม่อยากฉันอาหาร
จึงอาศัยความเอิบอิ่มใจของสมาธิจิต
กระทำความเพียรต่อไป เช่น เดินจงกรมบ้าง
นั่งสมาธิบ้างตลอดวันตลอดคืน และแล้วในขณะนั้นเอง
แสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดขึ้น ปรากฏแก่จิตของท่าน
รู้ชัดว่าอะไรคือจิต อะไรคือกิเลส
จิตปรุงกิเลสหรือกิเลสปรุงจิต และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่แท้จริงได้จนรู้กิเลสส่วนไหนละได้แล้ว
ส่วนไหนยังละไม่ได้ ดังนี้
1. บำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นปกติไม่ขาดสาย
ไม่เคยขาดตกบกพร่อง กลางคืนจะพัก
ผ่อนเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น
2. ฉันมื้อเดียวตลอดมา เว้นแต่เมื่อมีกิจนิมนต์จึงฉัน
2 มื้อ
3. มีความเป็นอยู่ง่าย เมื่อขาดไม่ดิ้นรนแสวงหา
เมื่อมีไม่สั่งสม เป็นอยู่ตามมีตาม
เกิดเจริญด้วยยถาลาภสันโดษ
(คือสันโดษ ได้อย่างไร บริโภคอย่างนั้น)
4. มีสัจจะ พูดอย่างไรต้องทำอย่างนั้น
มีความตั้งใจจริง จะทำอะไรแล้วต้องทำจน
สำเร็จ
5. สัลลหุกวุตติ เป็นผู้มีความประพฤติเบากาย
เบาใจ คือ เป็นผู้คล่องแคล่วว่องไว
เดินตัวตรงและเร็ว
แม้เวลาตื่นนอนพอรู้สึกตัว ท่านจะลุกขึ้นทันที
เหมือนคนที่
พร้อมอยู่ตลอดเวลา
6. นิยมการทำตัวง่ายๆ สบายๆ ไม่มีพิธีรีตอง
มักตำหนิผู้ที่เจ้าบทบาท มากเกินควร
7. การปฏิสันถาร ท่านปฏิบัติเป็นเยี่ยมตลอดมา
หลวงปู่เป็นผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็น
พูดน้อย สงบอยู่เป็นนิตย์ มีวรรณผ่องใส
ท่านรักความสงบจิตใจใฝ่ในความวิเวกมาก
จะเห็นได้ว่าท่านชอบสวดมนต์บท "อรญฺเญ
รุกขมูเลวา สุญฺญาคาเรวา ภิกฺขโว ...
" มาก
ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก :
http://dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-doon_hist.htm
อ่านประวัติและข้อธรรมของหลวงปู่ดูลย์เพิ่มเติมได้ที่
:
http://pudule.wimutti.net
|