
วันอาสาฬหบูชา
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
| |
สถานที่
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
สารนาถ โอวาท
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ความหมาย
เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการหมุนวงล้อแห่งธรรม
หากเทียบกับอาณาจักร เปรียบเหมือนการทำให้เกิดดินแดน
แห่งธรรมะ หรือการเผยแผ่ดินแดนแห่งธรรมะ
สาระโดยย่อ
ละเว้นที่สุดสองทางที่ไม่ควรปฏิบัติ
ได้แก่
กามสุขัลลิกานุโยค ทำตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม
และ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบาก
เป็นทุกข์ ดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง
มัชฌิมาปฏิปทา
เทศน์ให้ผู้ใด
ปัญจวัคคีย์
ความสำคัญพิเศษ
เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระสงฆ์องค์แรก
เนื่องจาก
ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ดวงตาเห็นธรรม
และขอบวช
นับเป็นปฐมสาวก พระรัตนตรัยครบสามองค์ในวันนี้
ปางพระพุทธรูป
ปางปฐมเทศนา |
|
คำนิยาม
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็น
พระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม เป็นชื่อของ
ปฐมเทศนา คือพระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์
ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากวันตรัสรู้สองเดือน
ว่าด้วยมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางสายกลาง
ซึ่งเว้นที่สุด ๒ อย่าง และว่าด้วยอริยสัจจ์
๔ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อันทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
(ญาณคือความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม)
ท่านโกณฑัญญะ หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์
ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้วได้ดวงตาเห็นธรรม
(ธรรมจักษุ) และขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรก
เรียกว่าเป็นปฐมสาวก
**คัดลอกจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)




**ภาพที่ ๑-๑๐ อ้างอิงจากจิตรกรรมพระพุทธประวัติในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
แก่พระปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ รูป
ปฐมเทศนา
พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับพักในสำนักปัญจวัคคีย์
๑ ราตรี ครั้นรุ่งขึ้น เป็นวันปัณณรสี
ขึ้น ๑๕ ค่ำ อาสาฬหมาส พระองค์จึงได้ทรงประกาศพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ประทานปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ ทั้ง
๕ รูปนั้น ว่า
ภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่าง บรรพชิตไม่ควรนิยมยินดี
คือ กามสุขัลลิกานุโยค ทำตนให้พัวพันด้วยสุขในกาม
เป็นธรรมอันเลว เป็นเหตุตั้งบ้านตั้งเรือน
เป็นของคนมีกิเลสหนา ไม่ใช่ของพระอริยะ
คือผู้บริสุทธิ์ ไม่เป็นประโยชน์นี้อย่าง
๑ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบาก เป็นทุกข์
ไม่ทำให้เป็นพระอริยะ ไม่เป็นประโยชน์
นี้อย่าง ๑ ทั้งสองอย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรนิยมยินดี
มัชฌิมาปฏิปทา เราได้ตรัสรู้แล้ว ทำดวงตา
ปรีชาญาณให้สว่าง เป็นไปเพื่อความสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน คือสิ้นตัณหา เครื่องรัดรึง
มัชฌิมาปฏิปทา นั้น เป็นอย่างไร
มัชฌิมาปฏิปทา นั้น คือ ทางมีองค์ ๘
ทำผู้ดำเนินให้เป็นอริยะนั้นเอง
องค์ ๘ นั้น อะไรบ้าง
องค์ ๘ นั้น คือ ปัญญาความเห็นชอบ ๑
ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ
๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑
ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑
มัชฌิมาปฏิปทานี้แล เราได้ตรัสรู้แล้ว
ทำดวงตา ปรีชาญาณให้สว่าง เป็นไปเพื่อความสงบระงับ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย

ทุกขสมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
นี้อย่างหนึ่ง เป็นอริยสัจจ์คือ ตัณหา
ความทะยานอยาก ทำให้มีภพมีชาติ ด้วยความกำหนัดยินดี
เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ
ตัณหา อะไรบ้าง ?
กามตัณหา คือ ความทะยานอยากในอารมณ์ที่ใคร่
๑ ภวตัณหา คือ ความทะยานอยากพอใจในภพ
๑ วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากพอใจในวิภวะปราศจากภพ
๑ ตัณหา ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ นี้อย่างหนึ่ง
เป็นอริยสัจจ์ คือความดับตัณหาทั้ง
๓ ประการนั้นแหละ หมดสิ้น เป็นอเสสวิราคะ
ความสละ ความวางความปล่อย ความไม่พัวพัน
ซึ่งตัณหานั้นแล เป็นความดับทุกข์
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางเข้าถึงความดับทุกข์นี้อย่างหนึ่งเป็นเป็นอริยสัจจ์
ได้แก่อริยมรรค ทางมีองค์ ๘ นี้แล ปัญญาเห็นชอบ
๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ
๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ความเพียรชอบ ๑
ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑ เป็นทางถึงความดับทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา
แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่ีเราไม่เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า
ข้อนี้ ทุกข์ ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา
และเราก็ได้กำหนดรู้แล้ว
ข้อนี้ ทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด
ควรละเสีย และเราได้ละเสียแล้ว
ข้อนี้ ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ควรทำให้แจ้งชัด
และเราก็ได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว
ข้อนี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิทา ทางเข้าถึงความดับทุกข์
ควรทำให้เกิดและเราก็ได้ทำให้เกิดแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริง
ในอริยสัจ ๔ อันมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
อย่างนี้ ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้ว เราก็ยังไม่อาจยืนยันว่า
เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่มีความรู้อันใดเหนือเพียงนั้น
เมื่อพระสัมพุทธเจ้า
ตรัสพระธรรมเทศนาอยู่ ธรรมจักษุ คือ
ดวงตาอันเห็นธรรม ปราศจากธุลีมลทิน
ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา
พระองค์ทรงทราบว่าท่านโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว
จึงทรงเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานพระทัยว่า
อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ ๆ แปลว่า
โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ๆ พระโกณฑัญญะจึงได้คำว่า
อัญญา อันเป็นคำนำหน้าพระอุทาน เพิ่มชื่อข้างหน้าเป็น
พระอัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่กาลนั้นมา
เมื่อพระผู้มีพระภาค
ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จบลงให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุโสดาปัตติมรรค
เป็นพระโสดาบันแล้วและให้บรรดาอเนกนิกรเทพยดาที่มาประชุมฟังธรรมเทศนาอยู่
ได้บรรลุคุณวิเศษโดยควรแก่วิสัย สุดจะคณนา
พระโกณฑัญญะ จึงได้ทูลขออุปสมบท
เป็นภิกษุ ในพระธรรมวินัยของพระสัมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา
ให้เป็นภิกษุในธรรมวินัย ด้วยพระวาจาว่า
ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ด้วยพระวาจาเพียงนั้น
ก็ได้สำเร็จ เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยอย่างสมบูรณ์
ด้วยในเวลานั้นยังมิได้ทรงบัญญัติวิธีอุปสมบทแบบอื่นไว้
ทั้งเพิ่งเป็นการประทานอุปสมบทครั้งแรกในพระศาสนา
ฉะนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ
จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกเป็นพระอริยบุคคลองค์แรกและเป็นพระสาวกองค์แรกในพระศาสนานี้
เป็นอันว่า พระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า
และพระสงฆ์เจ้า ได้เกิดขึ้นแล้วบริบูรณ์ในกาลแต่บัดนั้น
พระบรมศาสดา มีพระพุทธประสงค์จะทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์ให้สำเร็จพระอรหัต
เพื่อเป็นกำลังในการประกาศพระศาสนาต่อไป
จึงเสด็จจำพรรษา ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน
ทรงสั่งสอนบรรพชิตทั้ง ๔ รูปที่เหลืออยู่นั้น
ด้วยพระธรรมเทศนาต่างๆ ตามสมควรแก่อัธยาศัย
เมื่อท่านวัปปะและท่านภัททิยะ ได้ธรรมจักษุ
ดวงตาเห็นธรรมอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะแล้วทูลขออุปสมบท
พระศาสดาก็ทรงประทานอุปสมบทแก่ท่านทั้ง
๒ นั้น เหมือนอย่างประทานแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ
ภายหลังท่านมหานามะและท่านอัสสชิ ได้ธรรมจักษุ
แล้วทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาก็ทรงประทานเหมือนอย่างประทานแก่สาวกทั้ง
๓
ครั้นพระภิกษุปัญจวัคคีย์ ตั้งอยู่ในที่พระสาวกแล้ว
มีอินทรีย์ มีศรัทธา เป็นต้น แก่กล้า
สมควรสดับธรรม จำเริญวิปัสสนา เพื่อวิมุติเบื้องแล้ว
ครั้นถึงวันแรม ๕ ค่ำ แห่งเดือนสาวนะ
คือ เดือน ๙ ซึ่งเท่ากับแรม ๕ ค่ำ เดือน
๘ ไทย ด้วยสมัยนั้นนับแรมเป็นต้นเดือน
นับขึ้นเป็นปลายเดือน พระศาสดาจึงได้แสดงพระธรรมสั่งสอนพระปัญญจัคคีย์ด้วย
อนัตตลักขณสูตร เมื่อพระบรมศาสดาตรัสพระธรรมเทศนา
แสดงอนัตตลักขณสูตรอยู่ จิตพระภิกษุปัญจวัคคีย์ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามกระแสเทศนานั้น
พ้นแล้วจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน
สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก
๖ องค์ คือ พระสัมพุทธเจ้า ๑ พระอริยสาวก
๕ คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ๑ พระวัปปะ
๑ พระภัททิยะ ๑ พระมหานามะ ๑ พระอัสสชิ
๑ รวมเป็น ๖ ด้วยประการฉะนี้
**คัดลอกจาก
พุทธประวัติทัศนศึกษา นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม
(ชอบ อนุจารีมหาเถระ ร.บ.)
ปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ส่วนสุด ๒ อย่าง
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกับพระปัญจวัคคีย์ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างนี้
อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ
๑. กามสุขัลลิกานุโยค การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลายอันเลวทราม
เป็นความประพฤติของชาวบ้าน เป็นความประพฤติของปุถุชน
ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
๒. อัตตกิลมถานุโยค การประกอบความลำบากแก่ตน
เป็นความทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ |
 |
มัชฌิมปฏิปทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้ทางสายกลาง
ที่ไม่เข้าถึงส่วนสุด ๒ อย่างนั้นแล้ว
ที่ทำดวงตาเห็นธรรมให้เกิด ทำญาณให้เกิด
ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้
เพื่อนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว
ที่ทำดวงตาเห็นธรรมให้เกิด ทำญาณให้เกิด
ย่อมเป็นเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง
เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน
ทางสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรคมีองค์
๘ นี้เท่านั้น คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ การกระทำทางกายชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ
๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งจิตชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แหละคือทางสายกลาง
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ที่ทำดวงตาเห็นธรรมให้เกิด
ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ
เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน
ทุกขอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งกลาย นี้แหละทุกขอริยสัจ
คือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก
ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ
ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นทุกข์
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์
โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ทุกข์สมุทัยอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แหละทุกขสมุทัยอริยสัจ
คือ ตัณหาอันทำให้เกิดอีกประกอบด้วยความยินดีพอใจ
มีปรกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ
คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
|
|
ทุกขนิโรธอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แหละทุกขนิโรธอริยสัจ
คือความดับสนิทแห่งตัณหานั้นทั้งหมดโดยไม่เหลือ
ความสละตัณหานั้น ความปล่อยตัณหานั้น
ความวางตัณหานั้น ความไม่พัวพันตัณหานั้น
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แหละทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น ได้แก่สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
ญาณทัสสนะในทุกขอริยสัจ ๓
อาการ
(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
นี้ทุกขอริยสัจ
(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้
(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขอริยสัจนั้นเราได้กำหนดรู้แล้ว
ญาณทัสสนะในทุกขสมุทัยอริยสัจ
๓ ประการ
(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ
(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นควรละเสีย
(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขสมุทัยอริยสัจนั้นเราได้ละแล้ว
ญาณทัสสนะในทุกขสมุทัยในอริยสัจ
๓ อาการ
(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ
(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเราควรทำให้แจ้ง
(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขนิโรธอริยสัจนั้นเราทำให้แจ้งแล้ว
ญาณทัสสนะในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
๓ อาการ
(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
(๑๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นควรเจริญ
(๑๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว
วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนแล้ว
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนั้นเราเจริญแล้ว
 |
ญาณทัสสนะครบรอบ
๓ มีอาการ ๑๒ จึงปฏิญาณว่าตรัสรู้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบที่ปัญญาอันรู้เห็นตามความเป็นจริง
ที่มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ในอริยสัจ
๔ ของเรายังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่า
เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ปัญญาอันรู้เห็นตามความเป็นจริง
ที่มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ในอริยสัจ
๔ ของเราหมดจดดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพรามหณ์
เทวดาและมนุษย์ |
ปัจจเวกขณญาณ
ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า
ความหลุดพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป
ท่านโกณฑัญญะเป็นพระโสดาบัน
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว
พระปัญจวัคคีย์เกิดความยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสพระสูตรอันประกอบด้วยคาถานี้อยู่
ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า สิ่งใดๆ
ที่มีสภาพเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีสภาพดับไปเป็นธรรมดา
**คัดลอกจาก เรื่องตามรอยบาทพระพุทธองค์
โดย สุภีร์ ทุมทอง ผู้แปลและเรียบเรียง
ถ่ายภาพและเรียบเรียงโดยนายสันติ เตชอัครกุล
**ภาพปางปฐมเทศนา
คัดลอกจาก ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ โดย
พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถระ
ร.บ.)
ภาพปางปฐมเทศนา
๒ ภาพจากพิพิธภัณฑ์ที่พาราณสี
ประเทศอินเดีย
ภาพปางปฐมเทศนาที่ปฐมเจดีย์และปางปฐมเทศนาทราวดี
เป็นภาพจากพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
หมายเหตุ : PDF
สามารถเปิดอ่านด้วยโปรแกรม Acrobat Reader
สำหรับท่านที่ไม่มี Acrobat Reader สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ |